ถอนฟัน

ถอนฟัน

คงไม่มีใครอยากให้คุณหมอ “ถอนฟัน” เพราะการถอนฟันคือการสูญเสียฟันธรรมชาติอย่างถาวร การถอนฟันจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของคุณหมอที่จะใช้กับคนไข้

ดังนั้นมาทำความเข้าใจและรู้ถึงสาเหตุ ที่ทำให้ต้องถอนฟัน เพื่อจะได้ป้องกัน หรือหากต้องรับการถอนฟัน จะได้รู้วิธีปฏิบัติตัวหลังการถอนฟันอย่างถูกวิธี  

สาเหตุที่ต้องถอนฟัน

  1. ฟันผุ

เกิดการการแปรงฟันที่ไม่สะอาด แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากรวมตัวกับเศษอาหารและน้ำลาย เจริญเติบโตสะสมกันจนเป็นคราบแบคทีเรียเกาะบนฟัน แล้วแบคทีเรียพวกนี้ จะย่อยเศษอาหารจำพวกน้ำตาลและแป้งให้เป็นกรด ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายแร่ธาตุที่ผิวฟันซึ่งการพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพฟัน มี 4 ขั้น

ขั้นที่ 1 ฟันเริ่มผุ ที่ชั้นนอกของตัวฟันหรือที่เรียกว่า “เคลือบฟัน”  

ในระยะนี้ ไม่รู้สึกปวด และสามารถรักษาได้เองด้วยการแปรงฟันให้ถูกวิธี ที่หมอพูดอย่างนี้ เพราะว่าบางคน แปรงผิดวิธี หรือ ใช้แปรงสีฟันสีฟันเก่า แทนที่จะแปรงเอาขี่ฟันออกเพื่อป้องกันความผุ  กลับไปก่อปัญหาโรคเหงือก  นอกจาการแปรงฟันที่ถูกวิธี มีการใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ที่จะช่วยเสริมให้เคลือบฟันแข็งแรง ให้ทนต่อการกัดกร่อนของกรด  และการใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดเศษอาหารตามซอกฟัน

ขั้นที่ 2 ปล่อยให้ฟันผุลึกลงไปถึงชั้นกลาง ที่เรียกว่า “เนื้อฟัน” ในระยะนี้ เริ่มรู้สึกเสียวฟัน

ระยะนี้การผุง่ายขึ้น และเร็วมาก เพราะเนื้อฟันมีความอ่อนน้อยกว่าเคลือบฟัน ตอนนี้แค่ดื่มน้ำร้อน หรือน้ำเย็นก็เสียว

ระยะนี้ การแปรงฟันธรรมดา ไม่สามารถหยุดยั้งการผุได้ ต้องพบคุณหมอ เพื่อทำการอุดฟัน  แต่หากปล่อยละเลยต่อไป  ฟันก็จะผุลึกเข้าไป

ขั้นที่ 3 ฟันผุลึกเข้าไปใกล้โพรงประสาทฟัน

ระยะนี้จะเสียวฟันมากขึ้น หรือปวดฟัน เมื่อถึงขั้นนี้ การรักษาก็จะยากขึ้น คุณหมออุดฟัน หรืออาจจะต้องเพิ่มการรักษารากฟันด้วย  และถ้ายังปล่อยทิ้งไว้ ไม่เข้ารับการรักษา ก็จะสู่ขั้นรุนแรงที่สุด

ขั้นที่ 4 ฟันผุ ถึงโพรงประสาทฟัน หรือคลองรากฟัน

ปล่อยให้ผุถึงขั้นนี้ จะปวดฟันตลอดเวลา อาจมีอาหารเหงือกบวม  ขั้นนี้คุณหมอทำการรักษารากฟัน เพื่อเก็บซี่ฟันนั้นไว้ แต่ก้ไม่ใช่ทุกกรณี ถ้าฟันผุมากจนเกินการรักษาได้ ต้องโบกมืออำลาฟันซี่นั้นด้วยการ “ถอนฟัน”

 

  1. ปัญหาโรคเหงือก

เหงือกทำหน้าที่เหมือนเสื้อเกราะ มาหุ้มรอบๆรากฟันและกระดูกที่รองรับฟัน เมื่อ การแปรงฟันไม่สะอาด สะสมเป็น คราบพลัค คราบหินปูน เกิดอาการบวม ระคายเคือง ทำให้เหงือกอักเสบ เชื้อโรคสามารถเข้าไปทำลายคอฟัน รากฟัน และกระดูดที่รองรับคอฟัน ทำให้ฟันไม่มีที่ยึด  ฟันจะโยก ทำให้ต้องถอนฟันออก

 

  1. มีถุงน้ำหรือหนองที่ปลายรากฟัน

เกิดจากฟันผุ จนเชื้อแบคทีเรียสามารถลงไปถึงส่วนลึกสุดคือปลายรากฟัน ทำให้เกิดการอักเสบ เป็นหนองที่ปลายรากฟัน หากปล่อยทิ้งๆไว้ ถุงหนองนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น จนทำให้ใบหน้าข้างนั้นปวดบวมออกมาอย่างเห็นได้ชัด และเสี่ยงติดเชื้อที่ส่วนอื่นของร่างกายได้   ดังนั้นในการรักษาคุณหมอ จะถอนฟันซี่ที่เกิดเหตุ ควบคู่กับการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อ

 

  1. อุบัติเหตุที่เกิดกับฟัน

ฟันโดนกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้ ฟันหักหรือขากรรไกรหักผ่านฟัน หรือฟันหักเนื้อฟันเหลือน้อยเกินไป ไม่สามารถแก้ไขด้วยการอุดฟันหรือครอบฟันได้  หรือฟันร้าวถึงรากฟัน ซึ่งคุณหมอประเมินปัญหาฟันเหล่านี้ พบว่า ไม่สามารถเก็บไว้ได้ จำเป็นต้องถอนฟัน

 

  1. ฟันขึ้นผิดปกติ เช่น ฟันคุด ฟันที่มีขึ้นในตำแหน่งที่ไม่ใช่ หรือ มีรูปร่างผิดปกติ หรือ มีฟันเกินที่ขึ้นมาในลักษณะที่ไม่เป็นระเบียบ
  1. ถอนฟันร่วมกับการจัดฟัน

ในการจัดฟัน คุณหมอจะวางแผนการรักษาว่าจะต้องถอนฟันซี่ไหนบ้าง จำนวนกี่ซี่ ขึ้นอยู่กับลักษณะฟันของผู้ที่จะจัดฟัน  เพื่อให้เกิดช่องว่างบนขากรรไหรที่ฟันซี่ข้าวๆ จะขยับตัวไปในจุดที่เหมาะสมตามที่ทันตแพทย์วางแผนเอาไว้  ในระยะแรกของการจัดฟันอาจจะมองดูเหมือนเราฟันหลอ แต่เมื่อจัดฟันไปเรื่อยๆ ฟันจะเคลื่อนตัวมาปิดช่องที่หลอจนหมด ดังนั้นเมื่อตัดสินใจจะจัดฟันแล้ว อย่าเลิกจัดฟันกลางคัน เพราะอาจเจอปัญหาฟันหลอเป็นช่องได้

 

3 โรคเสี่ยงที่ห้ามถอนฟัน

การถอนฟันเป็นการรักษาปัญหาสุขภาพในช่องปากที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะการถอนฟันเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยแต่ก็มีความเสี่ยงสูง เพราะในช่องปากของเรานั้นเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทันตแพทย์จึงเป็นต้องทำการซักประวัติคนไข้โดยละเอียด โดยเฉพาะการถอนฟันหลายซี่ การศัลยกรรมปลายรากฟัน การขูดหินปูนในผู้ป่วยที่มีภาวะโรคบางโรค ที่ต้องมีการพิจารณาการใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เพื่อป้องกันอันตรายจากการถอนฟันที่อาจตามมาได้

 

กลุ่มเสี่ยง 3 กลุ่มต้องแจ้งทันตแพทย์ก่อนรักษา

 หากเราหรือคนใกล้ตัวป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ แล้วต้องเข้ารับการถอนฟัน เพื่อป้องกันอันตรายหลังการถอนฟันต้องแจ้งคลินิกทันตกรรมให้ทันตแพทย์ทราบก่อนการรักษา กลุ่มเสี่ยงทั้ง3 ได้แก่

1.กลุ่มโรคที่เลือดออกง่ายและหยุดไหลยาก ได้แก่

–  โรคเกล็ดเลือดต่ำหรือโรคลิวคีเมีย อาจมีจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกตามร่างกายร่วมด้วย

–  โรคไตและผู้ที่มีประวัติเคยล้างไต เพราะจะได้รับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด และควรเลี่ยงการทำหัตถการในช่วงวันที่ฟอกเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใน 4 ชั่วโมงหลังฟอกเลือด หรือ อย่างน้อย 1 วันหลังฟอกเลือด

–  ผู้ที่มีประวัติการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หากผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจและใส่ลิ้นหัวใจเทียม จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะขนาดสูงก่อนรับการรักษาทางทันตกรรมที่ต้องมีเลือดออก

–  ผู้ที่รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ที่อาจส่งผลให้เมื่อมีบาดแผลเลือดออกแล้วหยุดได้ยาก จำเป็นต้องรับการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูค่าเวลาการหยุดเลือด ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบก่อนเริ่มรับการรักษา 

2.กลุ่มโรคที่อาจเกิดอาการได้ในระหว่างทำฟัน

– โรค หอบหืด อาจมีอาการหอบเหนื่อย และต้องมียาพ่น หรือได้รับยาสเตียรอยด์

– โรค ลมชัก

–  โรค ความดันโลหิตสูง หรืออายุมากกว่า 50 ปี จะต้องวัดความดันโลหิตก่อนเสมอ ซึ่งอาจเกิดอาการ ความดันโลหิตสูงขึ้นขณะทำฟัน

– โรค หัวใจ เพราะอาจมีอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ใจสั่น ระหว่างการทำการรักษาทางทันตก

3.กลุ่มโรคเบาหวานที่กระทบต่อการเกิดแผล

โรคเบาหวาน โดยเฉพาะกลุ่ม​ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี เมื่อเกิดบาดแผลจะหายช้า และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งก่อนการรักษาทางทันตกรรม ทันตแพทย์จะต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคนไข้เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคที่เป็นอยู่และความจำเป็นในการเตรียมตัวของผู้เข้ารับการรักษาทางทันตกรรมเป็นพิเศษ

การที่คนไข้แจ้งว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงจะช่วยให้ทันตแพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะตามมาภายหลังการรักษา และหากพบอันตรายจากการถอนฟันที่ผิดปกติหรือมีอาการหลังถอนฟันใดๆ ควรรีบแจ้งทันตแพทย์ทันที  

ข้อแนะนำหลังการถอนฟัน

  1. หลังจากถอนหรือผ่าตัด กัดผ้าก๊อซให้แน่นพอสมควรไว้ 1ชั่วโมง แล้วคายทิ้ง หากยังมีเลือดไหลออกมาอีก ให้กัดผ้าที่สะอาดใหม่อีก 30นาที ถึง 1 ชั่วโมง
  2. ถ้าเลือดไหลไม่หยุดภายหลังการถอนฟัน หรือ ผ่าฟันคุด ห้ามอมน้ำแข็ง ควรใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบนอกปากบริเวณที่ถอนฟันหรือบริเวณผ่าตัด
  3. ห้ามบ้วนน้ำ หรือน้ำยาใด ๆ ในวันแรก ถ้าจำเป็นให้บ้วนเบาๆ มิฉะนั้นเลือดที่กำลังจะแข็งตัวอาจหลุดไปและทำให้ปวดได้
  4. แปรงฟันทำความสะอาดตามปกติ เพียงแต่ระวังแผลที่ถอนฟันหรือผ่าตัด
  5. ถ้าปวดให้รับประทานยาแก้ปวด 1- 2เม็ด ถ้าไม่หายให้รับประทานใหม่ ในเวลาที่ห่างกัน 4 ชั่วโมง
  6. หลังจากเลือดหยุด อย่าดูดแผล หรือใช้ลิ้นเลียแผลเล่น เนื่องจากอาจจะทำให้เลือดออกมาได้อีก ห้ามเอานิ้วมือ ไม้จิ้มฟัน แคะ เขี่ยบริเวณแผล
  7. หลังการถอนฟันตลอดทั้งวันควรทานอาหารอ่อน และหลีกเลี่ยงของเผ็ดร้อน หมักดอง หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็งโดยไม่จำเป็น
  8. ห้ามดื่มสุรา ของมึนเมา เป็นเวลา 3วัน หลังการถอนฟัน หรือ ผ่าฟันคุด
  9. ถ้ามีอาหารผิดปกติ ควรกลับมาหาทันตแพทย์ตรวจดูใหม่
  10. ในกรณีที่แผลผ่าตัด หรือแผลผ่าฟันคุด ภายหลังจากการผ่าตัด วันแรก ควรประคบเย็น และในวันที่สอง ควรประคบอุ่น จะทำให้อาการบวมยุบเร็วขึ้น และใช้น้ำยาบ้วนปาก C-20 ตามที่ทันตแพทย์แนะนำ อมบ้วน เช้า – เย็น ครั้งละ 1นาที ใช้จนหมดขวด เพื่อสมานแผล ฆ่าเชื้อโรค
  11. ในกรณีมีการเย็บแผล กรุณามาตัดไหมตามเวลานัด 7วัน

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *